อนาคตการเรียนมหาลัย

University-news-site

มหาลัยเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญของประเทศที่เจริญแล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตแรงงานมากมายให้แก่ประเทศ ในขณะที่โลกกำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างก็ต้องมีการพัฒนาตามการเคลื่อนไหวของโลก เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคม หลายคนเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า “มหาวิทยาลัย” ยังเป็นศูนย์กลางของความรู้ที่ยังมีประสิทธิภาพอยู่หรือเปล่า แล้วในอนาคตมันจะยังตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้ไหม เราจะใช้อะไรเพื่อมาพัฒนาการศึกษาไทยให้ทันสมัยกว่านี้ได้ ล้วนเป็นคำถามที่ยากที่ไม่มีใครมาตอบได้

อยากให้คุณลองมองดูบุคคลที่ประสบความสำเร็จของโลกอย่าง Steve Job กับ Bill Gates ทั้งสองคนเป็นคนที่เรียนไม่จบ แต่สามารถทำในสิ่งที่หลายคนทำไม่ได้ นั่นมันหมายความว่าอะไร เป็นเพราะว่าพวกเขาฉลาดสุดๆ หรือว่าพวกเขาออกมาเรียนรู้กับประสบการณ์ในชีวิตจริง หรือนี่จะหมายถึงสิ่งที่ดีกว่าในการเรียนรู้รึเปล่า ซึ่งผมก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่เราคนใดคนหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับบุคคลเหล่านี้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทมากมายทั่วโลก ยังจำเป็นต้องใช้ใบปริญญาเป็นเครื่องหมายในการรับประกันความรู้ของตัวบุคคล

news-site-University

มหาลัยกำลังทำให้คนหมดไฟ

เด็กทุกคนต้องเรียนกันอย่างหนักตั้งแต่สมัยอนุบาล จนมาถึงมัธยม เป็นการเรียนแบบยัดความรู้แทนที่จะสอนด้วยความเข้าใจ พอเข้ามาในมหาลัยกลับต้องเจอวิถีชีวิตแบบเดิมๆ คือ “การจด-จำ-ท่อง” แล้วนำมาใช้สอบก่อนที่จะลืมไปในที่สุด ผมเชื่อว่าเราสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ด้วยการทำลายแนวคิดการสอนแบบเดิมๆ ทิ้งไปซะ แล้วโยนทิ้งไปเลยพวกเลคเชอร์ที่ไม่มีสาระสำคัญ พยายามหาวิชาที่ใกล้ตัวมากที่สุด ที่นักศึกษาจะสามารถเอาไปใช้ได้จริงในอนาคต เมื่อพวกเขาจบการศึกษาไปแล้ว นี่คือปัญหาส่วนใหญ่ของนักศึกษาที่จบไปทำงาน แต่ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้อะไรได้เลยในสายงานของตนเอง

ดังนั้นมันจะต้องมีการร่วมงานกับบรรดาบริษัทต่างๆ ให้พวกเขาออกไปสัมผัสกับประสบการณ์จริงในการทำงาน เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากเรื่องทฤษฎีภายในห้องเรียน เด็กควรจะมีอิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เลือกศึกษาเพิ่มเติมในสิ่งที่ตนเองสนใจ เพราะจะให้สอนทุกเรื่องคงเป็นไปไม่ได้ ควรจะเลือกสอนในสิ่งที่เข้าใจได้ยากเกินความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างไรผมคิดว่าในอนาคตนี้เราคงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้แน่นอนครับ เพราะยังไม่มีใครออกมาเปลี่ยนแปลงอะไรจริงจังกันเสียที มหาลัยแต่ละแห่งก็ดูเหมือนว่าจะมีมาตฐานเดียวกันไปหมดเสียแล้ว

Continue Reading

ทำไมต้องสอบ O-NET คืออะไร ?

news-site-O-NET

เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมการสอบ O-NET มันถึงสำคัญนักหนา แถมยังสอบกันตั้งแต่ในชั้น ประถมศึกษา จนถึง มัธยมธศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเด็กนักเรียนจะต้องคุ้นเคยกับการสอบแบบนี้กันแน่ แต่ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร มันสอบไปเพื่ออะไร แล้วทำไมต้องสอบ ก่อนอื่นเรามาตีความของคำว่า O-NET กันก่อน มันย่อมาจากคำว่า “Ordinary National Education Test” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “การทดสอบทางการศึกษาในระดับชาติขั้นพื้นฐาน“ เป็นการทำสอบที่จัดขึ้นโดย สทศ. โดยจะมีการสอบ 8 วิชาสำคัญ ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษา การงานอาชีพ และศิลปะ

การทดสอบโอเน็ตนี้ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นการวัดคุณภาพของโรงเรียนทั่วประเทศ ดังนั้นหากน้องคนไหนที่จะไปเรียนต่อในโรงเรียนต่างๆ จำเป็นจะต้องสอบโอเน็ตก่อนนั่นเอง โดยการสอบนั้นจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในระหว่างเลื่อนชั้นจาก ประถมศึกษาชั้นปี 6 ขึ้นเป็น มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 และจากมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นปีที่ 4 และ 6 โดยการสอบนั้นสำคัญมากที่ไม่ควรจะขาดสอบเด็ดขาด เพราะถ้าพลาดไปแล้วจะต้องรอปีหน้าเลยถึงจะสมัครสอบใหม่ได้อีกครั้ง

O-NET-news-site

ความสำคัญของการสอบ O-NET

รู้ไหมว่าการสอบ O-NET เป็นหนึ่งในวิธีช่วยโรงเรียน ใช่แล้วฟังไม่ผิดหรอก อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าการสอบ O-NET เป็นการวัดมาตรฐานของโรงเรียน ถ้าเกิดแต่ละโรงเรียนมีนักเรียนที่สอบได้คะแนนดีมากเท่าไหร่ เท่ากับว่าคุณภาพของโรงเรียนนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากตามไปด้วย ผมเลยบอกได้ว่ามันเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้โรงเรียนมีชื่อเสียง และอันดับที่ดีขึ้นในอนาคต

คะแนนผลสอบโอเน็ตยังมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเวลาใช้สมัครเรียนหรือการ Admission โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้สอบโอเน็ต นั่นหมายความว่าเราจะสูญเสียคะแนนเหล่านี้ไปฟรีๆ ทำให้การสมัครเข้าเรียนในคณะที่ตัวเองต้องการมีโอกาสแห้วกันไปตามระเบียบ เพราะคะแนนจากการขาดสอบโอเน็ตนั้นจะหายไปมากถึง 9,000 คะแนน

นอกจากนี้แล้วสำหรับคนที่อยากไปเรียนต่อในแพทย์ การสอบโอเน็ตถือว่าเป็นตัวชี้ชะตาเลยก็ว่าได้ เพราะจำเป็นต้องใช้คำแนนผลสอบโอเน็ตจาก 5 วิชา ที่ไม่ต่ำกว่า 300 คะแนน ถ้าต่ำกว่าถือว่าไม่มีคุณสมบัติในการเข้าศึกษาในคณะแพทย์ เท่านี้คงจะเห็นแล้วใช่ไหมว่าการสอบโอเน็ตไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และมีความสำคัญมากแค่ไหนกับนักเรียน ดังนั้นถ้ามีน้องๆ คนไหนที่กำลังจะสอบอย่าพลาดการสอบเป็นอันขาด

Continue Reading

เมนูง่าย ที่ทำครั้งแรกยากกว่าที่คิด

menu-food-site-blog-news

อาหารเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะของตัวเอง การที่เราจะไปทำอาหารเลยตามใจต้องการนั้นบอกเลยว่าเป็นไปได้ยากที่จะทำออกมาดี อย่างเมนูทั่วไปแบบง่ายๆ เราอาจจะเห็นว่าง่าย แต่หากให้ลองทำครั้งแรกทุกคนจะบอกว่ายากกว่าที่คิดไว้ทั้งนั้น มีเมนูอะไรบ้างเราไปแนะนำกัน

menu-food-site-blog-news-one

ข้าวผัด

เมนูข้าวผัด เป็นเมนูที่ดูในคลิป ดูในทีวี หรือ ยืนดูแม่ค้าผัดให้กินทำไมมันดูง่ายจัง แต่พอทำเองก็ไม่ง่ายนะ พอเวลาลงมือทำเอง จะผัดอะไรก่อน จะใส่หมูก่อน ไข่ก่อน หรือ ข้าวก่อน ก็เอาสับสนไปหมด สุดท้ายเทรวมกันทีเดียวตูมหมดเลย ปรากฏว่า มันดูคลุกเคล้ากันแบบเละเสียจนไม่เหมือนข้าวผัดเลยก็มี บางคนผัดจนเละเนื้อยังไม่สุกก็มี ยังไม่นับการปรุงรสที่บางทีก็หวานไป เค็มไปอีก ใช้เวลาผัดไปหลายรอบเหมือนกันกว่าจะทำเป็นเข้าที่เข้าทาง

menu-food-site-blog-news-two

กะเพรา

สุดยอดเมนูอาหารตามสั่งที่เชื่อว่า เราต้องเคยกินมามากกว่า 10 ครั้ง นั่นคือ กะเพราะไข่ดาว จะกะเพราะอะไรก็ว่ากันไปหมู ไก่ หมึก กุ้ง เครื่องใน ฯลฯ เวลาดูก็น่ากินดี แต่ให้ทำเองล่ะจะเป็นยังไง พอทำเองสิ่งแรกที่ต้องเจอเลยก็คือการเตรียมเครื่องเชื่อไหมว่าบางคนไม่เคยเด็ดใบกะเพราเลย การจะต้องมานั่งเด็ดนี่คนไม่เคยทำก็หัวร้อนได้เหมือนกันนะ ยังไม่นับปอกกระเทียม ตำคลุกกับพริกอีก(เกิดตำไม่เป็นกระเด็นแสบตาอีก) พอถึงตอนลงกระทะ วินาทีที่ปล่อยเนื้อสัมผัสกับน้ำมันร้อนๆ นี่ใครทำกับข้าวครั้งแรกมีตกใจวิ่งอ่ะ น้ำมันกระเด็นใส่ พอผัดเนื้อสุกก็นำเครื่องกระเทียมพริกลงไปผัด ตอนนี้แหละครั้งแรกของทุกคนจะต้องเกิดอาการฉุนจนต้องวิ่งหนีไปจามก่อน กว่าจะผัดเข้าที่ได้เล่นเอาเหนื่อย(จาม) ไปเลย

menu-food-site-blog-news-three

แกงจืด

เมนูนี้ใครก็บอกว่าง่าย แต่เชื่อไหมว่าหากให้ทำเองครั้งแรกไม่ง่ายเลยแหะ เมนูแกงจืดเต้าหู้หมูสับนี่ บอกเลยว่ามีรายละเอียดซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด โอเคแค่ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ซุปก้อนลงไป มันก็ไม่ยาก แต่พอจะมาจัดการเต้าหู้หลอดนี่แหละใครทำครั้งแรกเชื่อเลยว่าคิดไม่ออกว่าจะจัดการมันยังไง หลายคนใจร้อนทำแรงไปจนเละก็มี ส่วนหมูสับไม่ได้เอาเทลงไปตูมเดียวเลย (ทำอย่างนั้นหมูเละ) ต้องค่อยๆตักพอดีคำ ใส่ลงไปทีละช้อนจนหมดตรงนี้แหละที่ยากและต้องใจเย็น ปรุงรสนิดหน่อยก็เสร็จ เมนูพวกนี้หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ยากแต่ให้ทำครั้งแรกเชื่อว่าปาดเหงื่อทุกคน แต่ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร เราก็จะบอกกับตัวเองว่ามันอร่อยเสมอ

Continue Reading
1 2 3 7